สค.สช.ดันวิทยุธุรกิจเป็น SME หาแหล่งทุนเพื่อพัฒนาตนเอง

แบบง่ายต่อการพิมพ์Send by email

สค.สช.ดันวิทยุธุรกิจเป็น SME หาแหล่งทุน
เพื่อพัฒนาตนเอง

จัดโครงการ MVR สมาชิกขานรับ ใช้การตลาด  3.0
เน้นความสัมพันธ์กับมนุษย์ (Human Centricity)
ให้ทุกคนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

         จากการเปิดของ ดร.ทองหล่อ เที่ยงธรรม กรรมการสภาเครือข่ายสื่อภาคประชาชน
แห่งชาติ (สค.สช.) ถึงนโยบายการส่งเสริมธุรกิจของสมาชิกว่า สค.สช.ต้องการเน้น
ให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมและเป็นสื่อสารมวลชนภาคประชาชนที่ดีมีคุณภาพคู่ขนาน
กันไปด้วย  จึงได้จัดทำแผนโรดโชว์ 18 จังหวัด เพื่อทำความเข้าใจกับสมาชิก
ซึ่งเป็นผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงประเภท บริการธุรกิจกว่า 1,700 แห่ง

โดยร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตและนำเข้าสินค้าประเภทที่อยู่ในความสนใจของผู้บริโภค
จำนวน 15 บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกจากกรรมการ สค.สช.
มาแล้วเป็นอย่างดี  เช่น กลุ่มเครื่องสำอาง กลุ่มสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อบำรุง
พืช ผักผลไม้ และ ดิน กลุ่มอาหารเสริมที่สกัดจากพืช เครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพ
ส่งออก อุปกรณ์โซล่าเซลล์ กาแฟ ประกันภัย รวมถึงการรับโฆษณาจาก
หน่วยงานต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

          ดร.ทองหล่อ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่า เราคิดและดำเนินการ
จากปัญหาของคนทำวิทยุกระจายเสียงด้วยกัน ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับรายได้ของ
แต่ละสถานี เราสรุปกันว่าเรามีรายได้มาจาก 3 ช่องทาง และก็มีปัญหาทั้ง 3 ช่องทาง
คือ
         1.รายได้จากการให้เช่าเวลา  ซึ่งก็ให้เช่าได้ตามที่ กสทช.กำหนดสัดส่วน
เอาไว้เท่านั้น ปัญหาคือยากต่อการควบคุมเนื้อหาสาระที่ออกอากาศไป ไม่รู้ผิด
หรือถูกอย่างไรระวังยากมาก และที่สำคัญคือความไม่มีมาตรฐานของนักรายการ
บางคนซึ่งอาจจะทำให้สถานีได้รับความเสียหายหรือลดความนิยมลง
         2.รายได้จากการรับโฆษณา   คือการรับจ้างเปิดสปอตโฆษณาจากบริษัท
ห้างร้านต่าง ๆ ทั้งในท้องถิ่นและส่วนกลาง ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีความแน่นอน
ทั้งระยะเวลาและราคา ที่สำคัญคือเนื้อหาในสปอตโฆษณานั้นอาจทำให้ถึงกับ
ปิดสถานีไปเลยก็ได้เพราะผิดกฎหมาย
         3.รายได้จากการจำหน่ายสินค้า โดยมีบริษัทมานำเสนอให้โฆษณาและ
ก็ขายสินค้า  ช่องทางนี้ทำรายได้ดีในระยะแรก ๆ แต่พอสินค้าติดตลาด มีชื่อเสียง
มีคนนิยมซื้อ นิยมใช้แล้ว บริษัทผู้จำหน่ายก็จะนำสินค้าเข้ามาขายแข่งในพื้นที่  
ค่าเวลาที่เคยจ่ายเป็นเงินก็จ่ายสินค้า ขายดีแทนที่จะลดราคากลับขึ้นราคา
โฆษณาที่ทำมาให้ก็ไม่ปฏิบัติตามใบอนุญาตโฆษณา คนผิดก็คือสถานีวิทยุ
         ปัญหานี้เป็นตัวผลักดันให้องค์กรของเราต้องดำเนินการเองในทุกขั้นตอน
ตั้งแต่การตรวจสอบคุณภาพสินค้า การมีส่วนร่วมในการกำหนดราคา การขนส่ง
การบริการหลังการขาย การส่งเสริมการขาย การจัดทำและตรวจสอบสื่อโฆษณา
การจัดอบรมและให้ความรู้ในกลยุทธ์ต่าง ๆ แบบครบวงจร เราไม่ได้คิดเพียงแต่
จะนำสินค้ามาขายผ่านสื่อวิทยุที่เป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ของเราเท่านั้น แต่เราทำ
วิทยุมาด้วยกัน เราย่อมรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพวกเรา เราจึงทำโครงการนี้ขึ้นมา
แก้ปัญหาของพวกเรา และทำเผื่อไว้ถึงอนาคตอันใกล้นี้ที่ กสทช.จะจัดให้ประมูล
คลื่นความถี่  แน่นอนว่าถ้าประมูลแบบใครมีเงินมากก็ได้ไป  พวกเราส่วนใหญ่
ก็คงเหลือแต่ชื่อเพราะประมูลสู้นายทุนไม่ได้แน่ถึงตรงนั้นก็ไม่มีใครมาช่วยเราได้  
แต่หากเรามีธุรกิจค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้บ้างก็น่าจะรองรับได้ ดร.ทองหล่อ
กล่าวสรุป
         ทางด้านนายพัฒนกฤษ พ่วงทอง นายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ราชบุรี
ประธานฝ่ายส่งเสริมธุรกิจสมาชิก สค.สช.กล่าวว่า ในช่วงที่เราเดินสาย
ทำความเข้าใจกับสมาชิก (4 ก.ย.-3 ต.ค.58) ปัญหาที่เราพบก็คือปัญหาเดิม ๆ
ที่พวกเราถูกเอาเปรียบในการทำธุรกิจจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้า
มายาวนานนับ 10 ปี สินค้าหลายชนิดขายผ่านพวกเราทำยอดได้นับพันล้าน
เจ้าของสินค้ารวยเอา ๆ มีบ้าน มีรถ มีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านพันล้าน
แต่พวกเรายังเหมือนเดิม แถมวันนี้พวกเรายังต้องมาเสียภาษีให้รัฐทุกปี
เสียค่าต่อใบอนุญาตปีละ 10,700 บาทเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่า ดีเจ.เราเสียกัน
ทุกเดือน แต่เราก็ยังสามารถช่วยเหลือประเทศชาติบ้านเมืองโดยการ
ประชาสัมพันธ์งานของทางราชการได้ทุกกระทรวงเป็นอย่างดีเสมอมา  
สำหรับปัญหาความไม่เข้าใจ ความสงสัยที่บริสุทธิ์ใจ ในฐานะที่เราเป็น
องค์กรสื่อที่มีชัดเจนในทุกเรื่องตลอดมาก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจกันไป  
“แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าเราเดินมาทางถูกทางแล้ว เพราะจากการเปิดตัว 
โครงการ MVR (Marketing Via Radio) ในงานประชุมใหญ่สามัญ
ประจำปี 2558 ที่ รร.เซ็นทราศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (8-9 ส.ค.58)
ผู้ประกอบการสถานีวิทยุที่เป็นสมาชิก สค.สช.นับพันสถานีที่เข้ามา
ร่วมงานกับเรา กว่า 90 % (จากแบบสอบถาม) เห็นด้วยและพร้อมที่จะ
เข้าร่วมโครงการ  เราไม่ใช่คิดอยากจะทำแล้วก็ทำ เราทำเพื่อแก้ปัญหา
และตามทำหลักวิชาการทางการตลาด ที่ ศ.ฟิลิป คอตเลอร์” 
กูรูด้านการตลาดของโลกเขานำเสนอเป็นวิชาการที่เรียกว่าการตลาด
แบบ 3.0 คือเน้นความสัมพันธ์กับมนุษย์ (Human Centricity) ให้ทุกคน
ส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งก็สอดคล้องกับรูปแบบทางการตลาด
ที่ สค.สช.กำลังดำเนินการอยู่นี้ ที่สำคัญมาก ๆ และอยากจะเน้นก็คือเรา
กำลังคัดกรอง พัฒนา ให้ทุกสถานีทำมาธุรกิจเพื่อสังคม ทำให้ถูกต้อง
ตามกฎหมาย เรากำลังดูแลกันเองตามนโยบายที่หลายฝ่ายอยากให้เรา
เป็นมิใช่หรือ นายพัฒนกฤษ พ่วงทอง กล่าวสรุป

        ส่วนนายกนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์  นายก สค.สช.กล่าวถึงสถานะของ
สถานีวิทยุกระจายเสียงประเภทบริการธุรกิจว่า ในปัจจุบันนี้ทุกสถานีที่
ได้รับอนุญาตจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายธุรกิจคือต้องจดทะเบียนเป็นองค์กร
ทางธุรกิจทุกแห่ง ไม่เป็นบริษัท ก็เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งเข้าข่ายเป็น
ธุรกิจ SME  (Small and Medium Enterprise ) ตามคำจำกัดความก็คือ 
“วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ที่ประเทศไทยมีกฎหมายธุรกิจ
เอสเอ็มอี ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วเรียกว่า พระราชบัญญัติ
ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม พ.ศ. 2543  และตาม
กฎหมายฉบับนี้ SME คือการดำเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต
การจำหน่าย และการบริการ  SME เป็นอิสระมีเอกชนเป็นเจ้าของ
ดำเนินการโดยเจ้าของเอง ไม่เป็นเครื่องมือของธุรกิจใด ไม่ตกอยู่
ภายใต้อิทธิพลของบุคคลหรือธุรกิจอื่น มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ
และมีพนักงานจำนวนไม่มาก วันนี้ภาครัฐได้ให้ความสำคัญของธุรกิจ
SME หรือธุรกิจขนาดย่อมเป็นอย่างมาก เพราะได้ช่วยในการพัฒนา
ด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากธุรกิจขนาดย่อมช่วยให้เกิด
การกระจายรายได้จากกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ ไปสู่กลุ่มคนต่าง ๆ ทำให้
เกิดการจ้างงานทำให้ประชาชนมีรายได้ เป็นตัวช่วยให้โครงสร้าง
ทางเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น  นอกจากนี้ธุรกิจขนาดย่อมยังเป็น
จุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดใหญ่เพราะความเจริญก้าวหน้าของ
ธุรกิจขนาดย่อมทำให้ธุรกิจมั่นคงมียอดการผลิตที่สูงขึ้น และ
มีการนำเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมาใช้ในการผลิต  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็น
ฐานไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่  ธุรกิจขนาดย่อมยังเป็นแหล่งผลิต
สินค้าใหม่ ๆ เป็นการรวมกลุ่มของบุคคลร่วมกันคิดและผลิต
ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาสู่ตลาด โดยที่ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่กล้าเสี่ยง
ต่อการลงทุน


 

         นายกนกศักดิ์กล่าวต่อไปว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจ
ขนาดกลาง และขนาดย่อม พ.ศ. 2543 ได้ให้อำนาจ รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงอุตสาหกรรม ในการกำหนดว่า ใครบ้างที่จะได้ ขึ้นชื่อว่า
เข้าข่ายเป็น ธุรกิจ SME  ซึ่งจะประกาศออกมาเป็นกฎกระทรวง
ก่อนหน้านี้จะใช้เกณฑ์ ในการวัดว่า ธุรกิจไหนเป็น SME ดังนี้คือ
 
        1. กิจการที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการผลิตหรือบริการ มีมูลค่าทรัพย์สิน
ถาวรไม่เกิน สองร้อยล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน สองร้อยคน
        2. กิจการค้าส่ง ที่มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หนึ่งร้อยล้านบาท มีการ
จ้างงานไม่เกิน ห้าสิบคน
        3. กิจการค้าปลีก ที่มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน หกสิบล้านบาท
มีการจ้างงานไม่เกิน สามสิบคน
        ดังนั้นหากตีความตาม 3 ข้อนี้ กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียง
ประเภทบริการทางธุรกิจก็น่าจะเข้าข่ายเป็นธุรกิจ SME และหากมีองค์ประกอบ
ที่เกี่ยวกับการผลิต การค้าปลีก การค้าส่ง เข้ามาร่วมด้วยก็ยิ่งทำให้มีความ
สมบูรณ์มากขึ้น โอกาสที่จะได้รับการพัฒนาจากภาครัฐก็มากขึ้น โอกาสที่จะ
เข้าถึงแหล่งทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจก็มากขึ้น  ตนในฐานผู้นำองค์กรจะได้นำ
คณะกรรมการ สค.สช.เข้าหารือต่อ รมต.ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในเร็ว ๆ นี้  
นายกนกศักดิ์กล่าวอย่างมั่นใจ 

ข่าวประจำวัน