คนหลังไมค์ เฮ ! ร่าง รธน.ใหม่ คง ม. 47 ปี 50 ไว้ เป็น ม.50 เน้นให้ประชาชนเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

แบบง่ายต่อการพิมพ์Send by email
       
    คนหลังไมค์ เฮ ! ร่าง รธน.ใหม่ คง ม. 47 ปี 50  ไว้
            เป็น ม.50 เน้นให้ประชาชนเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
เน้นให้ความสำคัญกับการให้บริการที่ทั่วถึง ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กร”
         จากการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2558 ที่เปิดเผยโดยทั่วไปในระหว่างการเปิดอภิปรายของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติไปแล้วนั้น นายกนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์ นายกสภาเครือข่ายสื่อภาคประชาชนแห่งชาติ (สค.สช.)ได้กล่าวแสดงความเห็นต่อร่าง รธน.ฉบับนี้เฉพาะที่เกี่ยวข้องการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เคยอยู่ในมาตร 40 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 และ ในมาตร 47 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่งของการยกร่างรัฐธรรมนูญในมาตรนี้ เพราะได้เติมข้อความที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันเข้าไปในรัฐธรรมนูญ โดยส่วนตัวแล้วพอใจกับมาตราที่เกี่ยวข้องกับสื่อและการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ หากไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ เชื่อว่าหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะต้องมีการนำไปสู่การปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และการให้บริการต่าง ๆ ของ กสทช.มากขึ้น เพราะในร่างมาตรา 50 ได้เพิ่มข้อความว่า          “การดำเนินการตามวรรคสองต้องให้ความสำคัญกับการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการดังกล่าว ต้องให้ความสำคัญกับการให้บริการที่ทั่วถึง ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว”(หมายถึง กสทช.)
         ดังนั้นการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่ กสทช.ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ในด้านของจำนวนเงินก็พอรับได้ แต่ถ้าจะให้เป็นตามเจตนารมณ์ในร่างรัฐธรรมนูญนี้  ก็อาจจะปรับลดลงไปได้อีก เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว” ซึ่งหมายความว่าไม่ให้มุ่งหวังต้องมาหาเงินจากค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายจากเรื่องนี้เพื่อนำเข้ารัฐหรือเข้าองค์กร (หมายถึง กสทช.) ส่วนด้านบริการในร่างเขียนว่า  ต้องให้ความสำคัญกับการให้บริการที่ทั่วถึง ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ เชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคงจะเห็นถึงข้อร้องเรียนต่าง ๆ จากกลุ่มผู้ประกอบการบ้าง เกี่ยวกับการให้บริการของ กสทช.ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อความนั้นเลยคือ ไม่ให้ความสำคัญกับการบริการ ไม่ทั่วถึง ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ และ ไม่สามารถตรวจสอบได้ 
         นายกนกศักดิ์กล่าวต่อไปว่าในบางเรื่องตนชื่นชม กสทช.กับการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้าที่จะมี กสทช.เพราะสามารถแก้ปัญหาไปได้ดี อย่างเช่นการออกหลักเกณฑ์ให้สถานีวิทยุทุกประเภทมีกำลังส่ง 500 วัตต์ เสาสู 60 เมตรเท่ากันเป็นต้น แต่เรื่องการบริการและการให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ที่ยินดีจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ประกาศ คำสั่ง ฯลฯ ที่ กสทช.กำหนดขึ้นนั้น ต้องบอกว่า กสทช.สอบตก เป้นต้นว่าการให้บริการเรื่องการขอ การต่อ ใบอนุญาตทดลองออกอากาศที่ให้กลุ่มผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงในทุกจังหวัดต้องมาขอทำที่ กทม.ทั้ง ๆ ที่ กสทช.มีเขตถึง 10 เขต และเมื่อมาทำที่ กทม.ก็ไม่ให้บริการแบบจุดเดียวจบแบบ (ONE STOP SERVICE) เช่นให้ไปทำเอกสารที่ตึกเอ๊กซิมแบ็งค์แล้วไปชำระเงินที่อาคาร กสทช.ในซอยสายลมแล้วกลับไปรับเอกสารที่ตึกเอ็กซิมแบ็งค์  เรื่องนี้ผู้ประกอบการต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ประทับใจเลย อีกเรื่องที่ กสทช.ไม่น่าทำกลับทำนั่นก็คือการจัดให้มีการอบรมบัตรผู้ประกาศ โดยการไปทำ MOU กับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนคนหลังไมค์ (ส่วนใหญ่)ไปอบรมถึง 3 ครั้ง 3 ขั้น แล้วเข้าสอบอีก 1 ครั้ง ทุกครั้งที่เข้าอบรมต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งค่าลงทะเบียน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร กว่าจะผ่านการอบรม 3 ขั้นหมดกันไปเยอะ แล้วยังจะต้องมาสอบให้ผ่านอีกเสียเงินอีกซึ่งก็มีทั้งสอบตกและสอบได้ เห็นด้วยกับการพัฒนาบุคคลกรในด้านนี้แต่ทำไมต้องให้เสียเงินขนาดนั้นจัดบริการให้ได้ไหม ? อีกเรื่องก็คือการตรวจสอบเครื่องส่งกระจายเสียงกับห้องแล็บต่าง ๆ ครั้งละ 5,000 บาท (อาจมากกว่านั้นถ้าต้องการตรวจผ่าน) ก็เป็นเรื่องที่ต้องเสียเงินทั้งนั้น  คือทั้งกระบวนการในสื่อภาคประชาชนไม่ใช่เรื่องที่ได้รับการบริการจาก กสทช.เลย แต่ต้องปฏิบัติตามที่ กสทช.ออกหลักเกณฑ์ ประกาศ กำหนด ให้ต้องปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างนี้และหากไม่มีการแก้ไขใด ๆ ประกาศใช้ได้อย่างนี้ ก็คงได้เห็นการปรับเปลี่ยนวิธีการให้บริการของ กสทช.บ้างไม่มากก็น้อย นายกนกศักดิ์กล่าวอย่างมีความหวัง
                                     ------------------------------------------------------------------------
เปรียบเทียบข้อความเรื่องเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ
 
                                                              ข้อความมาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญปี 2540
         มาตรา 40 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ
         ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
         การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
                                                                 ข้อความมาตรา 47 ในรัฐธรรมนูญปี 2550
         มาตรา 47 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ
         ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
         การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ
         การกำกับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการ ควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้ รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน
                                                                       ข้อความมาตรา 50  ในร่างรัฐธรรมนูญปี 2558
         มาตรา 50 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ 
         ให้มีองค์การของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทาหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่งและการกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมและกิจการสารสนเทศ โดยต้องคำนึงถึงความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น คำนึงถึงบุคคลด้อยโอกาส ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการดาเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ ทั้งนี้ ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาของชาติและตามที่กฎหมายบัญญัติ 
         การดำเนินการตามวรรคสองต้องให้ความสำคัญกับการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และการเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการประกอบกิจการดังกล่าว ต้องให้ความสำคัญกับการให้บริการที่ทั่วถึง ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบได้ และให้ประชาชนโดยทั่วไปเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มากกว่าการมุ่งหารายได้เข้ารัฐหรือเข้าองค์กรดังกล่าว เจ้าของกิจการตามมาตรานี้ต้องเป็นพลเมือง และต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่อาจมีผลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 ด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 

ข่าวประจำวัน