สค.สช.ยื่นข้อเสนอต่อ คสช.และ กสทช. กรณีการจัดระเบียบวิทยุฯภาคประชาชน

แบบง่ายต่อการพิมพ์Send by email


สค.สช.ยื่นข้อเสนอต่อ คสช.และ กสทช.
กรณีการจัดระเบียบวิทยุฯภาคประชาชน

นายก สค.สช.ยันเป็นโอกาสเข้าร่วมปฏิรูปสื่อภาคประชาชน
การได้ออกอากาศวันนี้ยังไม่ถือว่าจบ อาจถูกปิดถาวรได้
ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนถือครองสิทธิ์ได้ต่อไป

                             ---------------------------------------------------

          จากการเปิดเผยของ นายกนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์ นายกสภาเครือข่ายสื่อภาค
ประชาชนแห่งชาติ(สค.สช.) ถึงความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีที่สถานีวิทยุกระจายเสียง
ภาคประชาชน ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งปิดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22
พ.ค.57 เป็นต้นมานั้นว่า ทาง สค.สช. มิได้นิ่งนอนใจกับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจของ
สมาชิกเลย  เพียงแต่การกระทำใด ๆ ที่เป็นการไม่เหมาะควรกับสถานการณ์ หรือพยายาม
กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดออกไป โดยไม่ดู ทิศทางความน่าจะเป็นนั้น ไม่ใช่แนวทาง
ของ สค.สช. โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการ สค.สช. ได้หารือกันเสมอถึงความเป็นไปของ
บ้านเมืองดังนั้นการยอมรับความจริง ความจำเป็น และการวาง จุดยืนในทางการเมือง
ของ สค.สช.จึงต้องชัดเจน
         อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.57 นายกนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์ นายก สค.สช.
ก็ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อแสดงตน
และท่าทีของสภาฯ ถึงการให้ความร่วมมือกับ คสช.เพื่อการปฏิรูปประเทศในแนวทางที่
สค.สช.สามารถมี ส่วนร่วมได้เช่น  การสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์
เพื่อการปฏิรูป   โดยการจัดตั้งเครือข่ายรณรงค์เรื่อง  “คืนความสุขให้ประเทศชาติและ
ประชาชนอย่างยั่งยืน”  สค.สช.จะประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการฯ ทั่วประเทศให้
เข้าร่วมในเครือข่ายนี้ พร้อมทั้งจะผลิตรายการพิเศษ ให้กับภารกิจของศูนย์ปรองดอง
สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปที่จัดตั้งขึ้น    สค.สช.จะตั้งคณะทำงาน เพื่อประสานงาน
ผลิตรายการ วิเคราะห์ ประเมินผลให้เป็นระบบและต่อเนื่อง  และยังได้เสนอให้
จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับผู้ประกอบการฯ ให้ช่วยกันทำให้ประเทศกลับไปสู่
ความเป็นปกติโดยเร็วที่สุด  การยื่นหนังสือครั้งนี้เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติและแสดง
เจตนาให้ความร่วมมือกับ คสช.เท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้นและไม่ได้หวังว่า คสช.
จะให้ความสำคัญหรือไม่อย่างไร ขอเพียงเพื่อแสดงตนในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบ
และบอกถึงศักยภาพที่พอจะมีส่วนร่วม ในความเป็นไปของบ้านเมืองเท่านั้น
          ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.57 โดยมติที่ประชุมของกรรมการกิจการกระจาเสียงและ
โทรทัศน์ (กสท.)ที่ได้เสนอต่อ กสทช.แล้วเสนอต่อไปยัง คสช.เพื่อพิจารณาเห็นชอบ
อนุญาตให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทดลองประกอบกิจการสามารถออกอากาศได้ตามปกติ
โดยกำหนดว่า ต้องมีคุณสมบัติ ที่สรุปได้ดังนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจาก กสทช.
ให้เป็นผู้ทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ ทำ
นำเข้า มีใช้ ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมและตั้งสถานีวิทยุคมนาคมตาม พ.ร.บ.พ.ศ.2498
หรือผ่านการตรวจสอบมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องสิ่งกระจายเสียงสำหรับ
การทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และหากเป็นประเภทบริการธุรกิจให้
ออกอากาศวิทยุกระจายเสียงได้  1 นิติบุคคล ไม่เกิน 1 สถานี
          ดังนั้นหาก คสช.เห็นชอบตามนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากได้รับผล
กระทบ เพราะส่วนใหญ่ที่ได้รับอนุญาตให้ทดลองประกอบกิจการแล้ว ยังไม่ได้รับ
อนุญาตให้ ทำ นำเข้า มีใช้
ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมและตั้งสถานีวิทยุคมนามตาม พ.ร.บ.พ.ศ.2498 (ยังไม่ได้
นำเครื่องไปตรวจสอบ) ก็ยังเปิดไม่ได้ และกรณีที่มีหลายสถานีในนิติบุคคลเดียวกัน
ก็เปิดได้เพียงสถานีเดียวเรื่องนี้ สค.สช. ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกเป็นจำนวน
มาก จึงได้เตรียมที่จะยื่นหนังสือเพื่อขอให้กสท.ทบทวนเรื่องนี้ใน 2 ประเด็น คือ
          1. ให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตทดลองประกอบกิจการฯ แต่ยังไม่นำเครื่องส่งไป
ตรวจ ออกอากาศไปก่อน แล้วให้ดำเนินการนำเครื่องส่งไปตรวจและยื่นขออนุญาต
ภายหลัง  ทั้งนี้ให้ กสทช.กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไป
          2. กรณีนิติบุคคล (หจก.หรือ บริษัทฯ ) ที่มีสถานีมากกว่า 1 สถานี ให้เปิด
ดำเนินการไปก่อน แล้วให้ไปทำการแบ่งแยกไปยังนิติบุคคลใหม่ โดย กสทช.ควร
กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมให้สำหรับเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีใครทราบว่ามี
ประกาศ คำสั่ง หรือ ระเบียบ จาก กสทช.ว่า 1 นิติบุคคลเปิดได้เพียง 1 สถานี
          นายกนกศักดิ์ ฯ ได้กล่าวต่อไปถึงทิศทางของวิทยุกระจายเสียงภาค
ประชาชนว่าการก่อเกิดของสถานีวิทยุกระขาเสียงภาคประชาชนหรือที่เรียกวัน
“วิทยุชุมชน” นั้นเกิดจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และต่อมาเมื่อเปลี่ยนแปลง
รัฐธรรมนูญใน ปี พ.ศ.2550 ตนก็ได้นำกลุ่มผู้ประกอบการ ไปยื่นหนังสือต่อ
ศ. (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ให้
คงมาตรา 40 นั้นไว้  ซึ่งก็ยังคงไว้แต่ไปเป็นมาตรา 47 ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อ
รัฐธรรมปี 2550 ถูกยกเลิก มาตรา 47 ที่ว่าด้วยคลื่นความถี่ก็ถูกยกเลิกไปด้วย
ดังนั้นโอกาสที่วิทยุกระจายเสียง ที่ประชาชน สามารถเนินการได้เองอย่างเช่น
ทุกวันนี้อาจถูกปิดถาวรก็ได้ถ้าไม่ผลักดันกันต่อไป  จึงคงไม่จบ เพียงแค่เปิดได้
หรือไม่ได้ในเวลานี้ หากจะต้องอยู่กันอย่างยั่งยืน  ยังคงต้องขับเคลื่อนต่อสู้กัน
ต่อไป เพราะยังมีเรื่องการประมูลคลื่นรออยู่อีกประเด็นหนึ่ง ดังนั้นเพื่อให้ทิศทาง
ของวิทยุกระจายเสียง ภาคประชาชนมีความชัดเจนทั้งในด้านกฎหมายและการ
ถูกควบคุม ตรวจสอบ โดย กสทช. กฎหมายที่ใช้ก็ต้องเป็นธรรมด้วย หากแต่วันนี้
การรวมตัวของกลุ่มผู้ประกอบการยังไม่เข้มแข็งพอ เพราะส่วนใหญ่มักเห็นแก่
ผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นสำคัญ อยากให้ มองยาวๆ
และเสียสละเพื่อส่วนรวมกันบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของของ
ประชาชนได้อย่างแท้จริง นายกนกศักดิ์กล่าวสรุป 

ข่าวประจำวัน