อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และครั้งสำคัญในกระบวนการสื่อสารของไทย

14-02-59

         น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และครั้งสำคัญในกระบวนการสื่อสารของไทยเสียแล้ว ถ้ารัฐธรรมนูญ ฉบับ 2559 ประกาศใช้ (ซึ่งต้องได้ใช้ เพราะว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็จะใช้ เขาว่าอย่างนั้น) เหตุที่จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ก็เนื่องจาก ใน มาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2559 นี้ เขียนไว้ว่า
รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรของ ดาวเทียมอันเป็นทรัพยากรของชาติ ให้เป็นประโยชน์ของชาติและประชาชน

0f66ad35-910a-4f76-a78b-4b5c99c3847b
         การจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่หรือสิทธิในวงโคจรตาม วรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ ตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประโยชน์ด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ
รัฐต้องจัดให้มีองค์กรที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้ องค์กร ดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภค โดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็นป้องกันมิให้คลื่นความถี่ รบกวนกัน ตลอดทั้งป้องกันการกระทำที่มีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของประชาชน และป้องกัน มิให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่โดยไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชน ทั่วไป รวมตลอดทั้งการกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

11506995-Blue-antenna-tower-with-radio-waves-on-white-background--Stock-Photo
         อธิบายง่าย ๆ ก็คือเดิมนั้น คลื่นความถี่อยู่กับ กสทช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 แต่ฉบับนี้ คลื่นความถี่ ให้กลับไปอยู่กับ รัฐ ซึ่ง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชี้แจงว่า ด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่จาก “ทรัพยากรสื่อสารของชาติ” เป็น “ทรัพยากรของรัฐ” นั้น คำว่า “รัฐ” ในที่นี้คือบุคคลที่อยู่ภายในรัฐ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน
เมื่อคลื่นความถี่ไปอยู่กับ รัฐ แล้ว รัฐ จะต้องตั้งองค์กรขึ้นมาจัดการคลื่นถี่นี้องค์กรหนึ่ง ไม่เรียกว่า องค์กรอิสระ แต่เรียกว่า “องค์กรที่มีความเป็นอิสระ”
         ถ้าเป็นอย่างนี้บรรดากฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องรื้อกันใหม่รวมถึงองค์กรอิสระอย่าง กสทช.ด้วย ในมุมมองของคนทำสื่อภาคประชาชน (วิทยุชุมชน) อย่างเรา ๆ กับผลกระทบที่ กสทช.ปฏิบัติกับเรามาหลายปีนั้น เราก็อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยอยากเห็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระของรัฐมาเปลี่ยนมือกับ กสทช.ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ขอไปตายเอาดาบหน้า เพราะทุกวันนี้ก็ไม่มีความชัดเจนอะไรอยู่แล้ว
คิดในทางบวก องค์กรที่มีความเป็นอิสระ เชื่อว่าต้องยึดโยงกับประชาชน แปลว่าประชาชนเลือกรัฐบาล รัฐบาลเลือกองค์กรที่มีความเป็นอิสระ เวลาจะเสนอปัญหา แนวคิด ข้อคิด ความต้องการ หรือการมีส่วนร่วมต่าง ๆ คงไม่ยากเหมือนอยู่กับ กสทช. แม้หลักการอาจจะดูถอยหลังลงคลองเพราะการต่อสู้ของภาคประชาชนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2535 ที่ไปรณรงค์เรียกร้องให้เกิดสื่อเสรี ให้เปลี่ยนหลักการเป็นคลื่นความถี่ไม่ใช่ของรัฐ แต่เป็นของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จที่สามารถดึงเอาคลื่นความถี่ที่เป็นของรัฐมาตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมาเป็นของของชาติได้
         แต่หลังจากที่รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 40 วางรากฐานไว้ให้คลื่นความถี่เป็นของประชาชนได้แล้ว โดยให้มีองค์กรอิสระเข้ามาจัดสรรแบ่งปัน ซึ่งกว่าจะมีองค์กรอิสระมาได้ก็อีก 13 ปีต่อมา จึงมี กสทช.ขึ้นมาเป็นความหวังของประชาชน หวังว่าจะเข้ามาจัดสรรให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ก็ทำได้เพียงให้ใบทดลองออกอากาศ (ใบทดลองแปลว่าไม่ใช่ใบจริง) จนถึงวันนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะจัดสรรได้ การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนย้ายหมวดและใช้คำว่า “คลื่นความถี่ฯ” เป็น “ทรัพยากรของรัฐ” นั้น อาจจะทำให้คลื่นความถี่ฯ ตกไปอยู่ในมือของ “รัฐ” เหมือนในอดีตก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในเมื่อให้องค์อิสระทำกันมาตั้งนานแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นไปอย่างไรก็เอากลับคืนไปทำเองดีกว่า…ประมาณนั้น สรุปว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดละครับ

เสียงสะท้อนจากสื่อภาคประชาชน
โดย กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
นายก สค.สช.