ทิศทางการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียง ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน

ttt

      บรรดาความหวาดกลัวของกลุ่มผู้ประกอบการวิทยุภาคประชาชน โดยเฉพาะประเภทบริการทางธุรกิจก็คือ การเข้าสู่การประมูล ด้วยวิธีการเดียวหรือคล้าย ๆ กับการจัดประมูลคลื่น 4 G คือ เคาะ กันข้ามวันข้ามคืน พวกเบี้ยน้อยหอยน้อยก็คงหลุดล่วงกันระนาวตั้งเคาะแรก ๆ อย่างแน่นอน

      ดูตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555 – 2559) ของ กสทช.ก็ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว คือต้องจัดการภายในปีนี้ ประกอบกับเมื่อเร็ว ๆ นี้ กสทช.ได้ขยับหินก้อนหนึ่งโยนไปถามทางที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ ผู้บริหาร อสมท. เกี่ยวกับการคืนคลื่นความถี่ 2600 MHz เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ด้วยการประมูล ผลคือ อสมท. ยินดีที่จะคืนคลื่น 2600 MHz บางส่วนให้แล้ว อย่างนี้เรียกว่าเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าการประมูลอาจจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ก่อนที่จะมีอะไรมาเปลี่ยนให้ต้องทำอย่างอื่น ประกอบกับผลงานชิ้นโบว์แดงของ กสทช.ที่จัดประมูล 4G ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้เชื่อว่า เข้าทั้งตา โดนทั้งใจ รัฐบาลแน่ ๆ เพราะได้เงินไปเป็นกอบเป็นกำ หากรีบดำเนินการจัดการประมูลคลื่นความถี่วิทยุเสียงเลยในช่วงที่รัฐบาล คสช.ยังอยู่นี้ อะไร ๆ ก็น่าจะง่ายดายมาก

แต่ถ้าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ก็จะมีอุปสรรคที่ต้องตีความกันอีลุงตุงนัง ซึ่งจะเกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับของท่านมีชัย ที่นายคำนูณ สิทธิสมาน โพสต์ไว้ใน FB สรุปว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ…


1. คลื่นความถี่ฯเป็น ′ทรัพยากรสื่อสารของขาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ′

2. ให้มีองค์กรของรัฐ ′…ที่เป็นอิสระ′ ทำหน้าที่จัดสรรฯและกำกับ
ร่างฯฉบับใหม่นอกจากย้ายออกจากหมวด ′สิทธิ′ แล้ว ยังมีการ
เปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่น่าจะกระทบหลักการที่เป็นสาระพื้นฐาน
ทั้ง 2 ประการ คือ

1. เปลี่ยนสถานะของคลื่นความถี่จาก ′ทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ′ เป็น ′ทรัพยากรของรัฐ′
2. เปลี่ยนองค์กรกำกับฯจากองค์กร ′อิสระ′ เป็น ‘องค์กรที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่′
ในขณะเดียวกันร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ (ฉบับแก้ไข) ก็มีประเด็นที่เอื้อต่อการให้รัฐเข้าไปมีบทบาทในการจัดสรรคลื่นความถี่มากขึ้น เช่น ประเด็นที่ว่า การจัดทำแผนแม่บทของ กสทช. จะต้องสอดคล้องกับ “นโยบายและแผนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ของคณะกรรมการดิจิทัลฯ แห่งชาติ นอกจากนี้ยังจะตัดหน้าที่ “ประสานงาน” การบริหารคลื่นความถี่ทั้งในและนอกประเทศ และ เปลี่ยนบทบาท “วินิจฉัยและแก้ไขปัญหาคลื่นความถี่รบกวน” มาเป็นการ “ร่วมให้ข้อมูลกับรัฐบาล” แทน และที่สำคัญคือ การประมูลคลื่นความถี่ กฎหมายฉบับเดิมกำหนดว่าการจัดสรร ความถี่กระจายเสียง-โทรทัศน์สำหรับประกอบกิจการทางธุรกิจ และ ความถี่โทรคมนาคม ให้ใช้วิธี “คัดเลือกด้วยการประมูล” แต่ของใหม่ใช้คำว่า “คัดเลือก” โดยตัดคำว่า “ประมูล” ทิ้งไป
ก็คิดเอาเถอะ…ครับ ถ้าออกมาอย่างนี้ก็คงไม่มีการประมูล แต่จะเปลี่ยนไปเป็น คัดเลือก แทน แล้วใครละที่จะได้รับการคัดเลือก ก็ต้องกลับไปดูว่า คลื่นความถี่ อยู่ในมือของใคร ถ้าอยู่ในมือของรัฐตามที่รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะทำคลอดกันออกมานี้ เขียนว่า คลื่นความถี่เป็น ทรัพยากรของรัฐ ก็ไปดูว่าหน่วยงานไหนมีอำนาจจัดการ แล้ววิธีการคัดเลือกก็น่าจะมาจากคณะกรรมการชุดหนึ่งอาจจะประกอบด้วย กสทช.เดิม คณะกรรมการดิจิทัลฯ แห่งชาติ และ กระทรวง ICT ผมเดาว่าน่าจะประมาณนี้ งานนี้แหละ….วิ่งกันฝุ่นตลบละครับ วิเคราะห์ว่าหลักเกณฑ์ที่จะใช้คัดเลือกจะมาจากตัวตนที่แท้จริงของผู้ประกอบการอยู่ในปัจจุบัน คือบรรดาที่มีครุฑแดงของ กสทช.อยู่ในมือนั่นแหละ แต่ก็คงไม่ได้ทั้งหมดแบบยกเข่งหรอกนะ เพราะคลื่นมีอยู่จำกัด ดังนั้นจะถูกจับใส่เข่งแยกประเภท แล้วคัดออกเอาเฉพาะที่แจ๋วที่สุดไว้ (อะไรที่เรียกว่าแจ๋ว …….ผมก็ไม่รู้)

225996
ในส่วนขององค์กรสื่ออย่าง สภาเครือข่ายสื่อภาคประชาชนแห่งชาติ (สค.สช.) ที่มีสมาชิกทั่วไทย 1,548 สถานี คิดอ่านกันอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ คำตอบก็คือคิดไว้เป็น 3 แนวทาง
1. ถ้าจะมีการประมูลก็ขอให้ชะลอการประมูล (นำเสนอไปบ้างแล้ว)
2. จัดทำวิทยุออนไลน์ไว้รองรับสำหรับสถานีที่ประมูลไม่ได้ (กำลังดำเนินการอยู่)
3. ถ้าไม่มีการประมูล แต่เปลี่ยนไปเป็น คัดเลือก ก็จะขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาการคัดเลือก ด้วย
โปรดติดตามกันต่อไป….นะครับ

กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
นายก สค.สช.